banner

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การวิเคราะห์ผิว (Skin Analysis) - ตอนที่ 3

สภาพผิว (Skin Condition)

           การที่เราทราบได้ว่าสภาพผิวเราเป็นแบบใด ความเรียบเนียนหรือขนาดของรูขุมขนกว้างหรือไม่ จะช่วยให้เราดูแลรักษาและแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด

1. ผิวขาดความชุ่มชื้น (Dehydrated Skin) หรือ "ผิวขาดน้ำ" คือ การที่ผิวชั้น Stratum Corneum มีความชุ่มชื้นต่ำหรือได้สูญเสียความชุ้มชื้นไป เนื่องจากการสูญเสียน้ำในชั้นนี้มากขึ้น ดังนั้น จึงทำให้การหลุดออกของผิวชั้นนี้มีความปกติไป  ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น
  • การดื่มน้ำไม่เพียงพอ
  • อากาศร้อนหรือหนาวจัด
  • มลภาวะที่มากขึ้นในอากาศ
  • สารต่าง ๆ ที่ใช้ทำความสะอาดผิว
  • การใส่เสื้อที่รัดแน่น ร่วมกับการเสียดสีบริเวณนั้นมากเกินไป
  • การนั่งเครื่องบินนาน ๆ
  • การใช้เวลาอยู่ในห้องแอร์ในแต่ละวันนานเกินไป
ซึ่งสาเหตุดังกล่าวทำให้ร่างกายขาดน้ำจนส่งผลมาถึงผิวชั้นนอก เพราะโดยปกติผิวจะดึงน้ำจากผิวชั้นในมาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวชั้นนอก รวมถึงการที่ผิวชั้นนอกแห้งกร้านจนไม่สามารถเก็บกักความชุ่มชื้นได้

2. ผิวแพ้ง่าย  เกิดจากภาวะทางพันุธุกรรม หรือ ปัจจัยภายในร่างกายของเราเอง ที่ทำให้แพ้สารต่าง ๆ เช่น ส่วนผสมบางอย่างที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว การป้องกันการแพ้ในผู้ที่มี ผิวแพ้ง่าย นี้ จึงควรหลีกเลี่ยงสารที่ตัวเองแพ้

3. ผิวมีริ้วรอย  ริ้วรอยปรากฏขึ้นที่ผิวของเราได้แม้คุณยังอ่อนเยาว์ เวลาที่เราแสดงอารมณ์ออกมาทางใบหน้าก็จะปรากฏริ้วรอย  เช่น เวลาขมวดคิ้วจะปรากฏริ้วรอยระหว่างคิ้ว เวลายิ้มจะปรากฏริ้วรอยที่หางตา เวลายักคิ้วจะปรากฏริ้วรอยบนหน้าผาก แต่ริ้วรอยเหล่านี้จะหายไปโดยเร็วตอนคุณยังอายุน้อย เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ริ้วรอยเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นและไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพผิวเรียบเนียนได้ดังเดิม
 
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดริ้วรอย เกิดจากวัยที่เพิ่มมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินลดน้อยลง ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นและยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้รวดเร็วขึ้น เช่น แสงแดด มลภาวะ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยปกติผู้ที่มีผิวแห้งจะมีแนวโน้มเกิดริ้วรอยได้เร็วกว่าผิวชนิดอื่น ๆ
 ลักษณะของผิวมีริ้วรอยแห่งวัย
  • สังเกตเห็นริ้วรอยได้ชัดเจน
  • ผิวบางลง
  • ขาดความยืดหยุ่น และความกระชับ
  • มีความหมองคล้ำและมีกระ
  • เริ่มสังเกตเห็นเส้นเลือดฝอย
  • ผิวแห้งลง
4. ผิวเป็นสิว  สภาพผิวที่เป็นสิวนี้จะมีลักษณะเป็นตุ่ม ๆ ติดเชื้อและตุ่มหนองเป็นได้ทั้งมากและน้อย แต่จะเป็นเม็ดเล็ก ๆ  ผิวเป็นสิวนั้นมักจะเกิดขึ้นกับผิวประเภทผิวมัน   ส่วนใหญ่แล้วผิวลักษณะนี้อาจแลดูไม่ค่อยสะอาด และไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี จึงพบว่าอาจมีสิวหัวดำ,สิวอุดตันได้ การเป็นสิวนั้นไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคภายในผิว แต่เป็นผลจากปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้
  • ฮอร์โมนแอนโดรเจน
  • ปริมาณเซลล์โปรตีนเคราทินที่มากเกินไป
  • ความหนาของชั้นหนังกำพร้า
  • ท่อไขมันของผิว
  • การผลิตน้ำมัน
  • ปริมาณของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหน้า
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถทำให้อาการของสิวแย่ลง ได้แก่ น้ำมันส่วนเกิน,การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่เหมาะสมในการกำจัดน้ำมันและสิ่งสกปรกออกจากผิว, ฮอร์โมนไม่สมดุล, การผลิตโปรตีนเคราทินที่มากเกิน, การแพ้อาหาร, ขาดวิตามิน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินเอ), ค่า pH ความเป็นกรดของผิวไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับแบคทีเรียบนผิว,สภาพอากาศที่ร้อนชื้นก็มีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดสิวได้มากขึ้น เนื่องจากลักษณะนี้จะทำให้มีปริมาณแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้น,การใช้ผลิตภัณฑ์สมานกระชับผิว และผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวแห้งมากเกินไป, การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม, ความเครียด ฯลฯ

5. ผิวหมองคล้ำ  ผิวชั้นนอกสุด เป็นผิวส่วนที่สัมผัสรังสียูวีและอนุมูลอิสระจากมลภาวะ เครื่องสำอางและสารเคมี ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สภาพผิวชั้นนอกเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผิวดูแห้งหยาบ กระด้าง หมองคล้ำและดูแก่ก่อนวัย เพราะมีเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพเป็นจำนวนมาก  ส่วนผิวชั้นในเป็นส่วนที่มีเซลล์สร้างสีผิว (Melanocyte) ซึ่งหากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVA ความร้อนหรือฮอร์โมนเพศหญิง(เอสโตรเจน)ทำให้เกิดเซลล์สร้างสีผิว (Melanin)แพร่กระจายทั้งผิวชั้นในถึงผิวชั้นนอกสุด ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำเกิดขึ้นได้เช่นกัน

เมื่อทราบประเภทผิวและสภาพผิวแล้ว ก็จะทำให้สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวนั้น ๆ ได้
(ติดตามตอนต่อไป)




การวิเคราะห์ผิว (Skin Analysis) - ตอนที่ 2

รู้จักการวิเคราะห์ผิว

      เพื่อการใช้ผลิตภัณฑ์และวิธีการดูแลผิวที่ถูกต้องให้เหมาะสมกับแต่ละผิว เราจึงควรทราบว่า ผิวแต่ละลักษณะมีความแตกต่างกันอย่างไร


         

สิ่งที่ควรสังเกต - ผิว
  • คุณลักษณะของผิว
  • สีผิว
  • ขนาดรูขุมขน
  • ริ้วรอย
  • เส้นเลือดฝอย
  • กระ ฝ้า จุดด่างดำ
  • สิวอักเสบ และสิวอุดตัน
คุณลักษณะของผิว (Characteristic of Skin)     
       ประเภทผิว คือ สิ่งที่แต่ละคนมีติดตัวมาตั้งแต่เกิดตามลักษณะของเชื้อชาติและพันธุกรรม แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
       1) ผิวธรรมดา นับเป็น ผิว ที่ใคร ๆ ย่อมต้องการ ลักษณะผิวเรียบเนียน เห็นรูขุมขนไม่ชัด ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องผิวแห้งหรือมันจนเกินไป ปัญหาเรื่องริ้วรอยหรือสิวจึงดูห่างไกลสำหรับผู้ที่มีผิวธรรมดาด้วย แต่ถ้าอากาศหนาวเย็นหรือร้อนมาก ก็อาจทำให้ผิวแห้งลอกหรือมันได้
       2) ผิวผสม เป็นสภาพผิวอีกประเภทหนึ่งที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ เพราะจะมีผิวมันและมองเห็นรูขุมขนกว้าง ในบริเวณ ที-โซน (T-ZONE) ขณะเดียวกันก็มีผิวธรรมดาถึงผิวแห้งบริเวณข้างแก้ม ซึ่งโดยปกติแล้วผิวที่มีสุขภาพดี ไม่ควรมันมากและแห้งมากในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ผู้ที่มีลักษณะผิวเช่นนี้ จึงดูแลผิวหน้าได้ยาก แต่ก็ไม่ยากเกินไป ถ้ารู้จักการดูแลอย่างถูกวิธี
       3) ผิวมัน  เป็นผิวที่มีปัญหามากที่สุด เพราะต่อมไขมันบริเวณใบหน้าจะผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น ทำให้ใบหน้าแลดูมัน รูขุมขนกว้าง ฝุ่นละออง-สิ่งสกปรกจึงมาเกาะที่ผิวได้ง่ายขึ้น ต่อมไขมันอาจอุดตันขึ้นได้ โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่ร้อน สภาพผิวของคุณก็จะยิ่งแย่ลงไปอีกมักมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยนและเป็นสิวได้ง่าย 
       4) ผิวแห้ง  มีสาเหตุเนื่องมาจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันตามธรรมชาติซีบัม (sebum) ออกมาน้อย  ข้อดีก็คือทำให้รูขุมขนของคุณไม่กว้างและผิวดูละเอียดกว่าผู้ที่มีผิวมัน  แต่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความแห้งกร้านและระคายเคืองมากกว่าผิวประเภทอื่น จึงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ


วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การวิเคราะห์ผิว (Skin Analysis) - ตอนที่ 1

ผิวหนัง (Skin)

        เพราะผิวคนเราแตกต่างกัน การดูแลผิวให้สวย ใส สุขภาพดี จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล การเลือกใช้หรือการแนะนำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหนังต้องพิถีพิถัน เลือกสรรให้ตรงกับประเภทผิว สภาพและปัญหาผิวที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลและแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด

โครงสร้างของผิวหนัง    ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แบ่งได้เป็น 3 ชั้น คือ

                                      

1. ชั้นบนสุด เรียกว่า หนังกำพร้า (epidermis) เป็นชั้นที่เรามองเห็นอยู่ด้านนอกสุด
2. ชั้นกลาง เรียกว่า หนังแท้ (dermis)
3. ชั้นล่างสุดเป็น ชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue)  หรือ ชั้นไขมัน (subcutaneous)
 
หนังกำพร้า (Epidermis)   เป็นชั้นของผิวหนังที่ปกคลุมอยู่บนสุดจะประกอบไปด้วยเชลล์ที่มีการเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ และเกิดใหม่ โดยที่เซลล์ใหม่จถูกสร้างจากชั้นล่างสุดติดกับหนังแท้และเจริญเติบโตขึ้นแล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาทดแทนเซลล์ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุดแล้วก็กลายเป็น ขี้ไคล (keratin) หลุดลอกออกไป
นอกจากนี้  ในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์เรียกว่า "เมลานิน" ปะปนอยู่ด้วย เมลานิน มีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่างกันไป ในชั้นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่าง ๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขนและไขมัน เท่านั้น

หนังแท้ (dermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างถัดจากหนังกำพร้า แต่หนากว่าหนังกำพร้ามาก จะประกอบด้วยโปรตีนหลัก 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อ คอลลาเจน (collagen)  และ เนื้อเยื่อ อีลาสติค(elastic) คอลลาเจน(Collagen) ช่วยให้ความแข็งแรงแก่ผิวหนัง และช่วยในการซ่อมแซมผิวหนังที่บาดเจ็บ ซึ่งถ้าสร้างในปริมาณมากก็เกิดเป็นแผลเป็นนั่นเอง  ส่วน อีลาสติน (Elastin) สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังและในชั้นหนังแท้ นี้ยังเป็นที่อยู่ของหลอดเลือด เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุมขนกระจายอยู่ทั่วไป

ชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue) หรือ ชั้นไขมัน (Subcutaneous)  ประกอบด้วย เซลล์ ไขมัน เป็นหลัก ความหนาขึ้นกับปริมาณ ไขมัน ของแต่ละบุคคล ชั้นนี้ทําหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายคล้ายฉนวนกันความร้อนช่วยลดแรงกระทบกระแทกจากภายนอก และชั้น ไขมัน ที่มีมากโดยเฉพาะบริเวณสะโพก เอว ต้นขา ที่เรียกว่า cellulite คือ ไขมัน ที่มีเนื้อเยื่อคล้ายพังผืดแทรกอยู่ทําให้เกิดการดึงรั้งผิวหนัง เห็นเป็นลอน ๆ จากภายนอกการเกิด cellulite ไม่ขึ้นกับปริมาณของ ไขมัน ในร่างกายคนผอมก็มี cellulite    









วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สปา : ความงามกับสุขภาพ


สปา มาจากภาษาลาติน “Sanus Per Aquam” หมายความว่าการดูแลสุขภาพโดยการใช้น้ำซึ่งช่วยให้มีสุขภาพที่ดีและผ่อนคลาย ตามคำนิยามที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป สปาหมายถึงการบำบัดดูแลสุขภาพแบบองค์รวมด้วยวิธีทางธรรมชาติที่ใช้น้ำเป็นองค์ประกอบในการบำบัดควบคู่ไปกับการบำบัดด้วยวิธีการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ โดยใช้ศาสตร์สัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เป็นปัจจัยที่สร้างภาวะสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ อารมณ์ สปาจึงเป็นส่วนผสมของศาสตร์และศิลป์แห่งการบำบัดเพื่อสุขภาพที่รวมเอาหลักการของประสาทสัมผัสทั้ง 5 เข้าไว้ด้วยกัน  
  • รูป คือ การสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย เพิ่มความสดใส สดชื่น ให้กับสถานที่ด้วยสีเขียวจากต้นไม้นานาชนิด แต่งแต้มด้วยสีสันสวยๆ ของดอกไม้ ฯลฯ
  • รส คือ การกินอาหารแบบสปาควิซีน ซึ่งถึงเป็นการบำบัดร่างกายวิธีหนึ่ง ด้วยการกินอาหารสุขภาพถูกสัดส่วนตามที่ร่างกายต้องการ โดยเฉพาะผักและผลไม้สดควรมีปริมาณมาก วัตถุดิบที่นำมาปรุงต้องสดจากไร่ ไร้สารพิษ และดูน่ากิน แม้แต่การดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่นๆ เช่น น้ำขิง ชาเขียว ฯลฯ แต่ละแก้วล้วนมีสรรพคุณช่วยขับสารพิษที่ตกค้างภายในร่างกายให้สลายออกมา
  • กลิ่น คือ การใช้กลิ่นหอมบำบัดตามหลักการของอโรมาเธอราปี
  • เสียง คือ การได้ฟังดนตรีเบาสบายแนว spiritual music หรือเป็นเสียงเลียนแบบธรรมชาติ อาทิ เสียงน้ำไหล เสียงน้ำหยด เสียงคลื่นลม หรือเสียงนกร้อง
  • สัมผัส คือ การได้รับสัมผัสที่อ่อนโยน ทะนุถนอม จาก Spa Therapist เพื่อบำบัดร่างกายและจิตใจให้เข้าสู่ภวังค์ นำสู่การผ่อนคลายอย่างลึกล้ำ

นอกจากนี้ 


สปา (spa) ยังหมายถึง การทำความสะอาดและเสริมอาหารบำรุงให้ลึกถึงผิวชั้นในโดยมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่เป็นวิธีการบำบัดแบบธรรมชาติด้วย ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยการใช้น้ำบำบัด เช่น การอาบน้ำแร่ การแช่น้ำร้อน การอบตัวและอบผิวด้วยไอความร้อนจากน้ำ การดื่มน้ำแร่ การนวดด้วยกระแสน้ำ หลายแห่งใช้กลิ่น การนวด การประคบร่วมด้วย ส่วนมากการทำสปาเพียงครั้งเดียวจะไม่ค่อยเห็นผลอย่างชัดเจน  จึงจำเป็นที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ  ซึ่งในการทำสปาแต่ละครั้งนั้นเปรียบเหมือนมอบการพักผ่อนที่ดีที่สุดให้ผิวพรรณ เพราะนอกจากสิ่งสกปรกที่อุดตันจะถูกกำจัดออกจนหมดแล้ว ผิวของคุณยังได้รับสารอาหารไปบำรุงลึกถึงชั้นในอีกด้วย แน่นอนว่าหลังจากทำสปาแล้ว  คุณจะสัมผัสได้ถึงความสบายของผิวพรรณที่แตกต่างจากการพักผ่อนทั่วไป

 

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ล้างหน้าอย่างไรให้สะอาด ถูกวิธี "มีคำตอบ"

ปัญหาผิวพรรณไม่สวย หมองคล้ำ ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ใส่ดูแลในขั้นตอนแรก ดังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหากับผิวหน้าไม่ว่าจะเป็นสิว หรือผิวไม่กระจ่างใส ก็ควรหันมาเริ่มต้นการดูแลขั้นแรกอย่างถูกต้องและสะอาดหมดจด เพื่อผิวที่สวยสดใสในขั้นต่อไป เริ่มจาก "การล้างหน้าให้สะอาดและถูกวิธี"
 
 

เคล็ดลับล้างหน้าอย่างไรให้สะอาด ถูกวิธี 
 
1. เช็ดคราบเครื่องสำอางออกจากใบหน้า โดยใช้สำลีและมอยส์เจอร์ไรเซอร์ครีมเป็นตัวช่วย ขั้นตอนนี้นับว่าเป็นการเช็ดคราบเครื่องสำอางในขั้นแรก โดยพยายามเช็ดออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องทำอย่างเบามือ การถูแรง ๆ จะทำให้ผิวเสี่ยงเกิดริ้วรอยได้
 
2. ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพื่อเปิดรูขุมขนอันจะทำให้คลีนเซอร์ที่จะใช้ทำความสะอาดผิวหน้าในขั้นตอนต่อไป สามารถเข้าทำความสะอาดผิวหน้าได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น
 
3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะระบุว่าเป็นประเภทไม่มีส่วนผสมของสบู่ (soap-free) และไม่ทำให้เกิดสิว (non-comedogenic) หากใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่แรงเกินไป อาจจะทำลายน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติและเกิดปัญหาผิวแห้งตามมาได้
 
4. ล้างมือให้สะอาดก่อนที่จะนวดผลิตภัณฑ์ล้างหน้าลงบนผิวหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนมือจะไม่สัมผัสถูกผิวหน้าได้ นับว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลยทีเดียว 
 
5. นวดผิวหน้าที่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอยู่ โดยนวดวนในทิศทางย้อนขึ้นอย่างเบามือ พยายามไม่ลงน้ำหนักมือแรงเพราะนอกจากผิวจะเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ด้วย
 
 
6. ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดจนมั่นใจว่าไม่มีคราบของผลิตภัณฑ์ล้างหน้าหลงเหลืออยู่ แม้จะเป็นสูตรอ่อนโยน แต่คราบที่ล้างออกไม่สะอาดนี้ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดสิวและอาการระคายเคืองได้
 
7. เช็ดหน้าให้แห้ง โดยใช้ผ้าขนหนูซับเบา ๆ ห้ามเช็ดหน้าโดยการใช้ผ้าขนหนูถูไปถูมาเด็ดขาด
 
8. ใช้สำลีชุบโทนเนอร์เช็ดผิวหน้า โดยเลือกใช้โทนเนอร์สูตรที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองผิว หากต้องการโทนเนอร์ที่ช่วยเรื่องกระชับรูขุมขนด้วย ลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไกลโคลิกหรืออัลฟาไฮดรอกซิล ซึ่งจะทำงานในเรื่องของการกระชับรูขุมขนได้ดี ทั้งยังช่วยเรื่องป้องกันเส้นขนคุดบนใบหน้าอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวหัวดำได้
 
9. เติมความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ เลือกใช้แบบที่เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดีอย่างมอยส์เจอไรเซอร์ที่มี วิตามินอี หรือ อโลเวรา
 
............................................................................................................


 

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Skin Care การบำรุงผิวพรรณ

วิธีที่จะช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกาย


    

คุณต้องรู้จักการบํารุงอย่างถูกวิธี
การบํารุงผิวพรรณจากภายนอก 
         ในที่นี้ จะหมายถึงผลิตภัณฑ์ถนอมผิวและบำรุงผิวพรรณที่ผลิตออกมา ซึ่งจะมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและชนิดสารสําคัญที่เติมลงไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการบํารุงประเภทนี้ มักจะออกฤทธิ์ได้เฉพาะบริเวณที่เป็นผิวหนังชั้นตื้น ๆ เท่านั้น
         ซึ่งในส่วนนี้จะต้องพิจารณาถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงชนิดนั้นๆ ว่ามีระบบการนําส่งผ่านตัวยาสําคัญที่จะบอกถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์นั้นได้มากน้อยเพียงใด

การบํารุงผิวพรรณจากภายใน
         โดยการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง เพื่อจะได้รู้จักเลือกทานอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง รวมทั้งการทานผลิตภัณฑ์ที่ให้สารอาหารซึ่งสามารถซ่อมแซมและบํารุงโครงสร้างผิวได้

         ในที่นี้ ได้แก่ Collagen ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในโปรตีนคุณภาพสูง, Vitamin C, Vitamin E, Vitamin A พร้อมคุณค่าของ Coenzyme Q10, Beta-carotene, Zinc, Jojoba oil และ Grape Seed Extract ซึ่งมีอยู่ในพืชผักผลไม้ และธัญญาหารหลายชนิด เป็นต้น

         การบำรุงผิวเป็นเรื่องที่ต้องทำกันทุกวัน  ใครที่ใช้แบบไม่ใส่ใจอย่างเพียงพอ ทั้งที่ใช้ของดีราคาแพงก็อาจจะทำให้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร  ดังนั้น ก่อนจะเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี เลือกให้เหมาะกับผิวของเราจริงๆ จะได้ไม่เสียทั้งเงิน และผิวสวยๆไป !
 



หากสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ : www.you-can-do.net/?refno=26785
 

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หลักการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชีวิตประจำวัน

หลักในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ มีดังนี้
 ๑) เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายเลขทะเบียนอาหารและยาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
 ๒) เลือกผลิตภัณฑ์ที่สะอาดปราศจากสารปนเปื้อน และมีประโยชน์
 ๓) มีฉลากระบุส่วนประกอบ วันที่ผลิต วันหมดอายุ ไว้อย่างชัดเจน
 ๔) ผลิตภัณฑ์บางชนิดควรทดสอบก่อนเลือกใช้ว่ามีอาการแพ้หรือไม่
 ๕) ผลิตภัณฑ์บางชนิดควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ เช่น ยา วิตามิน ฯลฯ
 ๖) ไม่ควรเลือกใช้เพราะเชื่อคำโฆษณา แต่เลือกตามประโยชน์ที่ใช้

ฉลาก อาหารและผลิตภัณฑ์
   ฉลากเป็นสิ่งที่ติดภาชนะบรรจุอาหารหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อแสดงข้อมูลแก่ผู้บริโภคใช้เป็นหลักในการเลือกซื้ออาหารหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ
     ข้อมูลที่แจ้งอยู่บนฉลากจะทำให้ผู้บริโภครู้ถึงที่มาของอาหาร ความคุ้มค่าของราคา คุณค่าของสินค้า และความปลอดภัยในการบริโภคสินค้าชนิดนั้น ดังนั้น การอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนเลือกซื้อหรือเลือกใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น
ลักษณะของฉลากผลิตภัณฑ์ที่ดี ควรระบุข้อมูลดังต่อไปนี้
     ๑) เครื่องหมายทะเบียนหรือเลขอนุญาตใช้ฉลากอาหาร แสดงตามแบบที่กำหนดโดยคณะกรรมการอาหารและยา
     ๒) น้ำหนักสุทธิหรือปริมาตรสุทธิ วึ่งเป็นน้ำหนักที่ไม่รวมภาชนะบรรจุ
     ๓) ชื่อเรียกผลิตภัณฑ์หรือชื่อทางการค้า ต้องระบุเป็นภาษาไทย และใช้ตัวอักษรสีเดียวกัน
     ๔) ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณ โดยต้องระบุปริมาณเป็นร้อยละเรียงลำดับจากมากไปน้อย
     ๕) วันที่ผลิตหรือวันหมดอายุ
     ๖) ชื่อที่อยู่ผู้ผลิต หรือสถานที่ผลิต
     ๗) ข้อมูลโภชนาการ
     ๘) รายละเอียดอื่น ๆ เช่น คำแนะนำในการเก็บรักษา ( ถ้ามี )




หากสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ : www.you-can-do.net/?refno=26785

Welcome to Giffarine : Success in Your Life


จากความตั้งใจจริงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเพื่อผู้บริโภค กิฟฟารีน จึงผลิตผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ เริ่มต้นจากการเลือกสรรวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานจากทั่วทุกมุมโลก ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาคุณภาพโดยคณะแพทย์  เภสัชกร และนักวิทยาศาสตร์อาหาร ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีอันทันสมัย และถูกสุขอนามัย พร้อมทั้งควบคุมคุณภาพในทุก ๆ จุดของการผลิต ดังนั้น คุณจึงมั่นใจได้ว่า "ทุกครั้งที่ใช้ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน คือ คุณภาพ ความปลอดภัย และความพึงพอใจสูงสุด" ด้วยการยึดหลักความถูกต้องตามหลักการแพทย์ ความจริงใจ และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

สนใจเริ่มทำธุรกิจด้วยตัวคุณเอง ได้ที่  www.you-can-do.net/?refno=26785 ไม่ยากอย่างที่คิด