banner

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การวิเคราะห์ผิว (Skin Analysis) - ตอนที่ 3

สภาพผิว (Skin Condition)

           การที่เราทราบได้ว่าสภาพผิวเราเป็นแบบใด ความเรียบเนียนหรือขนาดของรูขุมขนกว้างหรือไม่ จะช่วยให้เราดูแลรักษาและแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด

1. ผิวขาดความชุ่มชื้น (Dehydrated Skin) หรือ "ผิวขาดน้ำ" คือ การที่ผิวชั้น Stratum Corneum มีความชุ่มชื้นต่ำหรือได้สูญเสียความชุ้มชื้นไป เนื่องจากการสูญเสียน้ำในชั้นนี้มากขึ้น ดังนั้น จึงทำให้การหลุดออกของผิวชั้นนี้มีความปกติไป  ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น
  • การดื่มน้ำไม่เพียงพอ
  • อากาศร้อนหรือหนาวจัด
  • มลภาวะที่มากขึ้นในอากาศ
  • สารต่าง ๆ ที่ใช้ทำความสะอาดผิว
  • การใส่เสื้อที่รัดแน่น ร่วมกับการเสียดสีบริเวณนั้นมากเกินไป
  • การนั่งเครื่องบินนาน ๆ
  • การใช้เวลาอยู่ในห้องแอร์ในแต่ละวันนานเกินไป
ซึ่งสาเหตุดังกล่าวทำให้ร่างกายขาดน้ำจนส่งผลมาถึงผิวชั้นนอก เพราะโดยปกติผิวจะดึงน้ำจากผิวชั้นในมาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวชั้นนอก รวมถึงการที่ผิวชั้นนอกแห้งกร้านจนไม่สามารถเก็บกักความชุ่มชื้นได้

2. ผิวแพ้ง่าย  เกิดจากภาวะทางพันุธุกรรม หรือ ปัจจัยภายในร่างกายของเราเอง ที่ทำให้แพ้สารต่าง ๆ เช่น ส่วนผสมบางอย่างที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว การป้องกันการแพ้ในผู้ที่มี ผิวแพ้ง่าย นี้ จึงควรหลีกเลี่ยงสารที่ตัวเองแพ้

3. ผิวมีริ้วรอย  ริ้วรอยปรากฏขึ้นที่ผิวของเราได้แม้คุณยังอ่อนเยาว์ เวลาที่เราแสดงอารมณ์ออกมาทางใบหน้าก็จะปรากฏริ้วรอย  เช่น เวลาขมวดคิ้วจะปรากฏริ้วรอยระหว่างคิ้ว เวลายิ้มจะปรากฏริ้วรอยที่หางตา เวลายักคิ้วจะปรากฏริ้วรอยบนหน้าผาก แต่ริ้วรอยเหล่านี้จะหายไปโดยเร็วตอนคุณยังอายุน้อย เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ริ้วรอยเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นและไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพผิวเรียบเนียนได้ดังเดิม
 
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดริ้วรอย เกิดจากวัยที่เพิ่มมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินลดน้อยลง ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นและยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้รวดเร็วขึ้น เช่น แสงแดด มลภาวะ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยปกติผู้ที่มีผิวแห้งจะมีแนวโน้มเกิดริ้วรอยได้เร็วกว่าผิวชนิดอื่น ๆ
 ลักษณะของผิวมีริ้วรอยแห่งวัย
  • สังเกตเห็นริ้วรอยได้ชัดเจน
  • ผิวบางลง
  • ขาดความยืดหยุ่น และความกระชับ
  • มีความหมองคล้ำและมีกระ
  • เริ่มสังเกตเห็นเส้นเลือดฝอย
  • ผิวแห้งลง
4. ผิวเป็นสิว  สภาพผิวที่เป็นสิวนี้จะมีลักษณะเป็นตุ่ม ๆ ติดเชื้อและตุ่มหนองเป็นได้ทั้งมากและน้อย แต่จะเป็นเม็ดเล็ก ๆ  ผิวเป็นสิวนั้นมักจะเกิดขึ้นกับผิวประเภทผิวมัน   ส่วนใหญ่แล้วผิวลักษณะนี้อาจแลดูไม่ค่อยสะอาด และไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี จึงพบว่าอาจมีสิวหัวดำ,สิวอุดตันได้ การเป็นสิวนั้นไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคภายในผิว แต่เป็นผลจากปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้
  • ฮอร์โมนแอนโดรเจน
  • ปริมาณเซลล์โปรตีนเคราทินที่มากเกินไป
  • ความหนาของชั้นหนังกำพร้า
  • ท่อไขมันของผิว
  • การผลิตน้ำมัน
  • ปริมาณของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหน้า
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถทำให้อาการของสิวแย่ลง ได้แก่ น้ำมันส่วนเกิน,การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่เหมาะสมในการกำจัดน้ำมันและสิ่งสกปรกออกจากผิว, ฮอร์โมนไม่สมดุล, การผลิตโปรตีนเคราทินที่มากเกิน, การแพ้อาหาร, ขาดวิตามิน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินเอ), ค่า pH ความเป็นกรดของผิวไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับแบคทีเรียบนผิว,สภาพอากาศที่ร้อนชื้นก็มีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดสิวได้มากขึ้น เนื่องจากลักษณะนี้จะทำให้มีปริมาณแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้น,การใช้ผลิตภัณฑ์สมานกระชับผิว และผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวแห้งมากเกินไป, การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม, ความเครียด ฯลฯ

5. ผิวหมองคล้ำ  ผิวชั้นนอกสุด เป็นผิวส่วนที่สัมผัสรังสียูวีและอนุมูลอิสระจากมลภาวะ เครื่องสำอางและสารเคมี ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สภาพผิวชั้นนอกเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผิวดูแห้งหยาบ กระด้าง หมองคล้ำและดูแก่ก่อนวัย เพราะมีเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพเป็นจำนวนมาก  ส่วนผิวชั้นในเป็นส่วนที่มีเซลล์สร้างสีผิว (Melanocyte) ซึ่งหากถูกกระตุ้นด้วยรังสี UVA ความร้อนหรือฮอร์โมนเพศหญิง(เอสโตรเจน)ทำให้เกิดเซลล์สร้างสีผิว (Melanin)แพร่กระจายทั้งผิวชั้นในถึงผิวชั้นนอกสุด ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำเกิดขึ้นได้เช่นกัน

เมื่อทราบประเภทผิวและสภาพผิวแล้ว ก็จะทำให้สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวนั้น ๆ ได้
(ติดตามตอนต่อไป)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น